บ้านอีสาน

 

ban_isan_01

เรือนประยุกต์หลังใหญ่
เป็นรูปแบบเรือนที่มีการประยุกต์ทั้งด้านโครงสร้าง
และวัสดุแต่ยังคงรักษารูปแบบและภาพลักษณ์ของเรือน
อีสานแบบดั้งเดิม
การใช้พื้นที่ภายในประกอบด้วย ห้องปะชุม(45ที่)
คลังและห้องปฏิบัติการคลินิกพิพิธภัณฑ์ คลังเอกสาร
จดหมายเหตุมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสำนักงาน
โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
 

ban_isan_02

เรือนประยุกต์หลังเล็ก
เป็นเรือนประยุกต์ขนาดเล็ก ชั้นบนเป็นพื้นที่จัดแสดง
นิทรรศการ ” เรื่องเล่าของเรา เล่าเรื่องมหาวิทยาลัย :
Our story Our University” ชั้นล่างเป็นพื้นที่สำหรับ
จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน
 

ban_isan_03

เรือนโข่ง
เรือนโข่ง เป็นเรือนหลังเล็กที่มีโครงสร้างเฉพาะ
แต่สร้างติดกับชานของเรือนใหญ่ (เรือนนอน) ไว้เมื่อ
ต้องการแยกเรือนก็สามารถรื้อถอนไปสร้างเป็นเรือน
หลังใหม่ได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างของเรือนใหญ่
เรือนโข่งเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ “ดนตรีอีสาน”
และเป็นที่ตั้งของชมรมนาฏศิลป์ และดนตรีพื้นเมือง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
 

 

ban_isan_04

เรือนเกย
เป็นรูปแบบเรือนในวิถีชีวิตของชาวอีสานที่มี
การต่อเกย (ชาน) ออกมาจากเรือนใหญ่ (เรือนนอน)
เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งเป็นเรือนไฟ (ครัว) สถานที่พักผ่อน
รับประทานอาหาร ต้อนรับแขก และประกอบพิธีหรือ
กิจกรรมในวิถีชีวิตของชาวอีสาน ด้านล่างของเรือน
ใช้เป็นสถานที่เก็บวัสดุหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในการ
ดำเนินชีวิต บางครั้งอาจใช้เป็นคอกสัตว์เลี้ยง เช่น
ไก่ วัว ควาย
เรือนเกยเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ “เอกสาร
ใบลาน”ของโครงการอนุรักษ์ใบลานในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือ
 

ban_isan_05

เรือนตูบต่อเล้า (ยุ้งข้าว)
เล้าข้าว (ยุ้งข้าว) เป็นสถานที่เก็บข้าวเปลือก
และผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเป็นที่เก็บเครื่องมือ
เครื่องใช้ในวิถีชีวิตและคอกสัตว์เลี้ยง
ตูบต่อเล้า เป็นเรือนชั่วคราวที่ยื่นออกมาจาก
เล้าข้าวเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวใหม่ที่แยกเรือน
ออกจากเรือนของพ่อแม่แต่ยังไม่มีกำลังที่จะสร้าง
เรือนใหม่หรือถ้าไม่มีผู้อาศัยก็ใช้เป็นสถานที่เก็บวัสดุ
หรือเครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชีวิต
 

ban_isan_06

เรือนผู้ไทย
เป็นรูปแบบเรือนของ “ชาวผู้ไท” ซึ่งเป็นกลุ่ม
ชาติพันธุ์หนึ่งซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียง
เหนือมีลักษณะคล้ายคลึงกับเรือนโข่ง ต่างกันที่”ขื่อ
และคาน” ของเรือนหลังเล็กจะฝากยึดติดกับโครงสร้าง
ของเรือนใหญ่
เรือนผู้ไท เป็นที่จัดแสดงนิทรรศกา “ภูมิปัญญา
ชาวลุ่มน้ำชี”